จะปลดปล่อยตัวเองจากวิญญาณศาสนาได้อย่างไร

dawn

04 พ.ย. จะปลดปล่อยตัวเองจากวิญญาณศาสนาได้อย่างไร

1. สารภาพบาป อธิษฐานตัดความสัมพันธ์และประกาศยกเลิกในสิ่งที่เคยทำ

ให้เราหันมาเน้นแก่นคำสอนของพระคำ เช่น พระคริสต์ทรงเน้นเรื่องความสัตย์ซื่อและการเกิดผลมากกว่าเอาตัวเราไปเปรียบกับผู้อื่น เพราะเราแต่ละคนพระเจ้าต่างให้ตะลันต์ไม่เท่ากัน แต่วันพิพากษาพระองค์จะทรงพิพากษาบนพื้นฐานความสัตย์ซื่อในตะลันต์ของเราว่าทำอย่างเต็มที่หรือไม่และไม่ใช่ด้วยความขมขื่นและแรงจูงใจไม่ถูกต้อง

(มธ.25:23-24) นายจึงตอบว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด” ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า “นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็งเกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย”

2. อธิษฐานกลับใจใหม่เพื่อยืนอยู่บนรากฐานชีวิตจริงๆ

(มธ.7:22-23) “เราไม่เคยรู้จักเจ้า เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา” เพราะสิ่งที่เขาทำๆโดยไม่ได้ให้ชีวิต หรือทำโดยไม่สนใจด้านการประพฤตินั้น พระเจ้าไม่รู้เราแน่ อย่าเอางานมาชดเชยความจริงแห่งคุณภาพชีวิตที่สอนและทำตาม อย่าไม่ทำตามที่สอนอีกทั้งไม่ได้ทำดังที่หัวใจพระบิดาใคร่ปรารถนาจะทำ

3. หยุดการกล่าวโทษ

เมื่อคิดจะช่วยคนที่อยู่ใต้อิทธิพลของวิญญาณศาสนาต้องระมัดระวังที่จะไม่ติดกับเสียเอง เพราะหากเราเริ่มตำหนิและกล่าวโทษแล้ว ต่อไปเราก็ได้เป็นผู้ที่กระทำเช่นนั้นเสียเอง (รม.2:1-2)

4. เดินในพระวิญญาณ

พระธรรมโรม 12 กล่าวถึงชีวิตกับพระเจ้า ชีวิตกับของประทานและชีวิตกับผู้อื่น สามเรื่องอยู่ในบทเดียว กุญแจในการช่วยเหลือผู้มีวิญญาณศาสนา คือการใกล้ชิดพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากขึ้น ต่อต้านอิทธิพลด้วยความหนักแน่นมั่นคงอย่างอ่อนสุภาพและใช้พระวจนะพระเจ้าปลดปล่อยออกไปเพื่อประสาทชีวิตไม่ใช่เพื่อควบคุมผู้อื่น

5. เดินในความรัก (1 คร.13:13)

“ความรักใหญ่ที่สุด” จำไว้ว่าคนเหล่านั้นที่ถูกครอบงำด้วยวิญญาณศาสนาไม่ใช่ศัตรูของเรา เพียงแต่เขาต้องการๆปลดปล่อย เราไม่รู้ว่ารากจริงๆมาจากสาเหตุใด จากบรรพบุรุษหรือประเพณีที่ทำกันมายาวนานจนกลายเป็นหลักข้อเชื่อ หรือความบาปที่ลดมาตฐานให้ผิดเป็นถูกหรือบาดแผล แต่พวกเขาก็ยังเป็นบุตรพระเจ้าเหมือนเรา ดังนั้นการอธิษฐานและสำแดงความรักเป็นสิ่งสำคัญมาก

การอดทนต่อคนที่มีวิญญาณศาสนา พวกเขามักจะไม่มั่นคงเพราะเขาไม่มีหลักการจากประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า แต่หลักการมาจากค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณีที่เขาปฏิบัติและรับการถ่ายถอดจนไม่กล้าจะเปลี่ยนและใครที่ทำตรงกันข้ามกับเขาหรือไม่เหมือนเขาๆจะเข้าใจว่ามันผิด เพราะศาสนาคริสต์ศาสนาของเราต้องทำแบบนี้ ท่านจึงจำเป็นต้องเข้าใจเขา ว่าเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำได้อย่างหลากหลายมากมายกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ เหมือนกับบ้านหลังหนึ่งมีหลายประตูและต้องมีกุญแจหลายดอก เราแต่ละคริสตจักรต่างเป็นพระกายของพระคริสต์และแผ่นดินพระเจ้าก็มีอาณาจักรเดียว เท่านั้น แต่ละคนต่างถือกุญแจคนละดอก ถือความล้ำลึกของพระเจ้าคนละส่วนละมุม มีหน้าที่หลากหลายตำแหน่งดังภาพของร่างกาย แต่ละอวัยวะก็จะทำหน้าที่แทนกันไม่ได้ดีเท่าอวัยววะนั้นๆ กุญแจแต่ละดอกและประตูก็สำคัญทุกดอก เราจึงจำเป็นต้องให้คุณค่าและความสำคัญทุกกุญแจ ทุกประตู ทุกหน้าต่างแม้บานหน้าต่างบางบานจะเล็กๆและบางส่วนของร่างกายจะซ่อนอยู่ไม่โดดเด่น ครับ หันมารับใช้ร่วมกัน ช่วยประคองกุญแจแต่ละดอกไม่ให้มารซาตานมาแย่งไปได้ ลองคิดมุมใหม่ว่า หากคริสตจักรหนึ่งชนะ เราก็ชนะ อีกคริสตจักรแพ้ เราก็แพ้ คริสตจักรหนึ่งทำกุญแจหาย ศัตรูก็มีช่องเข้ามาในอาณาจักรพระบิดาแต่หากท่านคิดว่าถ้าอีกคริสตจักรแพ้ เรารู้สึกภูมิใจ ดีใจแต่เราเท่านั้นและต้องชนะผู้เดียว อันนี้ท่านคิดว่า พระเจ้าจะยิ้มออกไหมครับ?

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล