การวางมืออธิษฐาน ตอนที่ 2

q

19 ต.ค. การวางมืออธิษฐาน ตอนที่ 2

ความแตกต่างของการอวยพร การปลดปล่อยและเจิมการส่งต่อ

รูปแบบนั้นไม่สำคัญเท่ากับการฟังเสียงพระวิญญาณและการทรงนำให้อธิษฐาน พระเยซูคริสต์เองบางครั้งพระองค์ก็ใช้วิธีแปลกๆเช่น สั่งเอาโคลนป้ายตาหรือการขับผีแต่ตอนนี้ผมอยากจะพูดหลักการเบื้องต้นในการทำพันธกิจนี้ก่อน และเมื่อท่านชำนาญแล้ว ได้ยินเสียงพระเจ้าชัดและเรียนรู้รับการทรงนำเด่นชัดค่อยปรับเปลี่ยน ไปตามการนำของพระวิญญาณ

การอธิษฐานแบบแรก ที่อยากหนุนใจคือ การวางมืออธิษฐานแบบอวยพรซึ่งกันและกันในคริสตจักร จะทำได้กับทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ไหญ่ ผู้เชื่อใหม่หรือเชื่อมานาน คำสำคัญอยู่ที่ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ พระพรของพระเจ้าไม่ใช่ที่มือเรา มือเป็นเครื่องมือ สัญลักษณ์และพระพรที่จะไหลผ่านพวกเราซึ่งกันและกันแต่การอธิษฐานควรให้เกียรติกันเช่น ผู้ที่อาวุโสกว่าหรือแก่สตรี ท่าทาง การแตะเนื้อต้องตัวควรที่จะเหมาะสมครับ

แบบที่สองคือ การอธิษฐานเพื่อบำบัดปลดปล่อย แบบนี้ควรเปิดตาเพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าผู้ที่มีบาดแผลจะสำแดงอาการอะไรออกมา ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้อธิษฐานเผื่อสตรีท่านหนึ่ง สักครู่เธอเริ่มมีอาการสั่น ร้องไห้และ จับเก้าอี้โยนทิ้งไปทั่วห้องประชุม เห็นหรือยังว่าการอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยาจะเกี่ยวกับวิญญาณและบาดแผลของคนๆนั้น หากเราหลับตาอาจรับบาดเจ็บได้ครับและแก้สถานการณ์ไม่ทัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อ การวางมืออธิษฐานในการทำพันธกิจบำบัดปลดปล่อยครับ

แบบสุดท้ายคือ การอธิษฐานเพื่อส่งต่อการเจิม อันนี้ผมอยากให้เราพิจราณาดีๆครับเพราะมีหลายคนเที่ยวส่งต่อการเจิมหรือใช้คำว่า Impartation ซึ่งเป็นศัพย์ในพระคัมภีร์คือ การส่งต่อมรดกฝ่ายวิญญาณหรือการเจิม เช่น โมเสสส่งต่อ (Impartation) การเจิม สิทธิอำนาจรวมถึงภาระหน้าที่ให้แก่โยชูวา หรือ เอลียาห์ส่งต่อให้เอลีชา หรือ เปาโลส่งต่อให้ทิโมธี นั้นย่อมแสดงว่าโมเสส เอลียาห์และเปาโลเป็นเจ้าของๆประทานการเจิมนั้น ท่าน เหล่านั้นได้ปล้ำสู้ ปฎิบัติ ศึกษาและเรียนรู้กับพระเจ้า ชั่วโมงบินสูงมากทำจนเป็นสิทธิอำนาจ รู้วิธีรับการเจิม รู้วิธีการรักษาและรู้ว่าควรจะส่งต่อให้ใครเพราะในพระคัมภีร์สอนว่าอย่ารีบด่วนวางมือเจิมใครด้วยเช่นกันและคนที่เราจะวางมือส่งต่อหรือมอบสิทธิอำนาจนั้นควรมีหลักการสำคัญ ดังนี้

คนประเภทแรกคือ ควรวางมือให้กับผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ (กดว.27:18 ) และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงนำโยชูวาบุตรนูนผู้มีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา

คนประเภทที่สองคือ คนที่ อ.เปาโลเตือนเราไม่ให้ด่วนวางมือจนกว่าเราจะพิสูจน์คนเหล่านั้นก่อน (1ทธ.5:22) อย่าด่วนเอามือวางเจิมผู้ใดและอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์

ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการวางมืออธิษฐานในการประชุมคือ ผู้เขียนได้ถูกเชิญให้ไปทำการสัมมนาแก่ หลายที่แต่สิ่งที่พบคือ พี่น้องที่รักพระเจ้า รักการเจิม ร้อนร้นในการปรนนิบัติพระองค์แก่ผู้อื่นแต่ไม่อาจแยกแยะ สถานการณ์ได้ในเวลาทำพันธกิจเช่น เวลาปลดปล่อยเขาก็จะเจิม เราจะให้อธิษฐานอวยพรเขาก็จะเจิม เราให้เขาฝึกเผยหนุนใจเขาก็จะเจิมส่งต่อตลอดเวลา ทำให้การจัดการอบรมบางครั้งไม่ตรงประเด็นและเสียเวลาที่ผ่านไป ปัญหาแบบนี้ผมไม่ได้ตำหนิว่ามันไม่ดีนะครับ เพียงแต่อยากสอนให้รู้ว่าพระเยซูคริสต์เองขณะทำพันธกิจ พระองค์ทรงมีการอวยพรเด็กๆ มีการสอน มีการขับผี มีการรักษาโรคและมีหลายรูปแบบเช่น สัมผัสเรียกลาซาลัสให้ฟื้น เรียกเด็กที่ตายให้ฟื้น พระองค์ไม่ใช่เจิมๆตลอดเวลา

ผมกล่าวเช่นนี้เพื่อท่านจะได้ทำพันธกิจได้กว้างขึ้นมากขึ้นและตรงประเด็นครับ เมื่อมีคนเชิญท่านไปประชุม สัมมนาหรือทำพันธกิจ เพราะในการประชุมมีผู้เข้ามาสัมมนาแต่ละคนมีหลายหลากความต้องการ บางคนต้องการการหนุนใจ บางคนต้องการการเจิม บางคนมีบาดแผลต้องการการเยียวยาแต่ที่สำคัญคือ เราต้องให้เกียรติผู้ที่จัดประชุมว่าวันนั้นเขาต้องการเน้นเรื่องอะไรครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล