การวางมืออธิษฐาน ตอนที่ 4

pexels-photo

19 ต.ค. การวางมืออธิษฐาน ตอนที่ 4

ความแตกต่างระหว่างการวางมืออธิษฐานอวยพร วางมืออธิษฐานปลดปล่อย เยียวยาและการเจิม

ก่อนอื่น ผมอยากจะท้าทาย ท่าน ในชีวิตบั้นปลาย เมื่อท่าน แก่ตัวลง หรือ อายุมากประมาณ 50-60 ปี ตอนนี้คงทำงานรับใช้ แบบปัจจุบันไม่ได้แล้ว หรือว่าวันนี้ท่านไม่มี ความสามารถโดดเด่นดังผู้อื่น เช่น การบริหาร การจัดการ หรือ การเป้นผู้นำที่โดดเด่น แต่ท่าน สามารถ เป็นผู้ที่จะรับใช้พระเจ้าได้ คือ งานอธิษฐานเผื่อคน เพราะไม่มีใครในโลก นี้ไม่ต้องการคำอธิษฐาน สำหรับผมแล้ว อยากท้าทาย ว่าอย่างน้อยในวันนั้น ตอนที่อายุมาก แก่ชราลง งานวางมืออธิษฐานยังคง เป้นงานรับใช้ที่ง่ายที่สุด เพราะในวันนั้น เราอาจ อธิษฐานรักษาโรค ให้คำปรึกษาด้วยคำอธิษฐาน หรือเรียนว่าบำบัดเยีวยา หรือ อธิษฐานอวยพร ส่งต่อ ซึ่งวันนี้จะมา อธิบายพันธกิจในการ วางมืออธิษฐานกัน

การอธิษฐานต้องมาจากการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นสิ่งสำคัญมาก รูปแบบนั้นไม่สำคัญ เท่ากับการฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำบ่อยครั้งที่มีผู้มาขอให้ผู้เขียนอธิษฐานอวยพร
แต่พระองค์ กลับตรัส ทรงเตือนให้ผู้รับอธิษฐาน ในบางเรื่องแล้วก็ค่อยอวยพร

ครั้งหนึ่ง มีคนมาขอให้อธิษฐานเผื่อสามีของเธอ แต่พระเจ้ากลับตรัสให้ผมอธิษฐานอวยพร (ให้เธอกลับใจ) แทน ครับ ให้เชื่อฟังให้เกียรติ สามีของเธอที่เพราะเธอรู้สึกว่า สามีของเธอไม่รักพระเจ้า ไม่รักเธอแต่แท้จริงเธอกำลังเป็นผู้ที่ควบคุมสามี ทุกอย่าง บ่นชอบตำหนิ สามีของเธอให้เป็นอย่างที่เธอเป็น (วิธีการดำเนินชีวิต) แต่เธอไม่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจสามีของเธอ ไม่ยอมให้สามีรักพระเจ้ารับใช้ตามที่สามีของเธอถนัด

เห็นหรือยังว่า การฟังเสียงพระเจ้าในการอธิษฐาน แก่ผู้อื่น จึงเป็นพันธกิจหนึ่งที่เสริมสร้างได้ดีมากทีเดียว เพราะเป็นการสั่งสอนการเตือนจริงๆครับ การอธิษฐานวางมือ เป็นงานรับใช้พื้นฐานของพวกเราผู้เชื่อทุกคน และทำได้ง่าย ทุกที่ ไม่ต้องมีตำแหน่ง ในคริสตจักรแต่เป็นอาวุธสำคัญ ที่จะปกป้องตัวเราเองหรือ ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งใช้เป็นยุทธวิธีในการประกาศได้ดีเยี่ยมเพราะก่อนที่พระเยซูคริสต์สั่งก่อนเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ทรงตรัสสั่งให้ออกไปอธิษฐานวางมือ ขับผี บัพติศมา ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ภาษาแปลกๆ และในพระธรรมฮีบรูก็สอนเราว่า การวางมือ เป็นพื้นฐานหลักข้อเชื่ออันหนึ่งด้วยเช่นกัน แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสบการณ์ ในการอธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศหลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือไปเสียแล้ว เราจะทำกันเพื่อการอวยพรเท่าที่จะทำแต่ไม่ได้เป็นพันธกิจหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราที่จะช่วยเราได้อย่างมากมหาศาล

(มก16: 15-19 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษมีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”

ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระธรรมฮีบรูเอง ก็ กล่าวถึง หลักข้อเชื่อพื้นฐานของคริสตชน ฮีบรู 6:1-2 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น

แต่เราจะเห็นว่าคริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสบการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆแต่เลี่ยงการวางมือ)

รูปแบบกับความชอบไม่ใช่คำตอบในการอธิษฐานวางมือ แต่การทรงนำ การสั่งจากพระวิญญาณสำคัญกว่า เราจึงอย่าสร้างกำหนดรูปขึ้นมา แบบเดียวในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น พระเยซูคริสต์เอง บางครั้งพระองค์ก็ใช้วิธี แปลกๆ เช่นสั่ง ขับผี พูด ปกติธรรมดา หรือ รักษาโรคโดย เอาโคลนป้ายตา แต่ตอนนี้ผมอยากจะพูดหลักการเบื้องต้น ในการทำพันธกิจนี้ก่อน เพื่อท่านจะได้รับการยอมรับ และ ทำพันธกิจในมิติที่ได้กว้าง ขวางขึ้นไปอีก อีกทั้งสามารถช่วยเหลือคนได้หลายด้านด้วย หากท่านค่อยๆ ฝึกจนชำนาญ แล้ว และได้ยินเสียงพระเจ้าชัด พันธกิจของท่าน จะช่วยคนได้มาก และเห็นผลชัดเจนมากครับ

ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา? เพราะจาก การสัมมนา อบรม หรือร่วมทำพันธกิจ การสร้างผู้นำ ในพันธกิจวางมือ ให้กับ ผู้รับใช้ที่กำลังฝึกใหม่หรือรุ่นน้องที่กำลังร้อนรน ผมเห็นสิ่งหนึ่ง คือ การกำหนดรูปแบบที่เคยทำสำเร็จแล้วก็นำกลับมาทำอีก หรือ ทำแต่สิ่งที่ตนเองชอบ หรือทำแต่รูปแบบที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้น กำลัง เคลือนในพระกายที่หลากหลาย และมากด้วย ความต้องการ ของที่ประชุม หรือ ผู้นำบนธรรมมาสวิทยากรหรือศิษยาภิบาลกำลังบอกให้ทำบางอย่างเช่น บางรายการ ผมได้รับการทรงนำให้ที่ประชุม อธิษฐานอวยพรซึ่งกันและกัน หรือ ปลดปล่อย ถ้อยคำแห่งชัยชนะถ้อยคำแห่งความเชื่อ แต่ก็จะมีบางท่าน ก็จะเริ่ม เอามือวางที่ศรีษะคู่อธิษฐาน(ผู้รับการอธิษฐาน อาจเป็นผู้เชื่อใหม่ หรือ ผู้เชื่อเก่าที่ไม่เข้าใจ)จากนั้น น้องท่านนี้ เริ่ม เจิม ด้วยไฟบ้าง ปลดปล่อยถ้อยคำ การเจิมใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง ไทยบ้างที่เลียนแบบ จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผมกับที่ประชุมต้องรอคนคู่นี้อธิษฐานเสร็จ ก็กินเวลาในการสอนทำพันธกิจอย่างอื่นต่อไป ไปนานเลยครับ

เรื่องไม่จบเท่านั้น คาบต่อไปผมสอน และ เริ่ม เรียนในหัวข้อ การอธิษฐาน ตัดความสัมพันธ์บ้าง หรือประกาศการยกโทษ หรือ ปลดปล่อย จากการผูกมัด หรือ ประกาศ พระสัญญาของพระเจ้า แต่พี่น้องท่านนี้ยังคง ทำเหมือนเดิม คือ จะเริ่มเจิม ดังที่เล่า กับคู่ต่อไป ทำแบบเดิม เป็นเรื่องที่น่าเศร้าคือ น้องผู้รับใช้ท่านนี้ผมชมว่า มีหัวใจที่ดีในการรักพระเจ้า แต่ว่า เขาขาด การเชื่อฟัง หากเป็นทหาร เข้าสู้รบ สู่สงครามกองร้อยนั้น แพ้ราบคาบแน่นอน ครับ หรือหากเป็นทีมฟุตบอล ก็คือ จะทำให้โค็ชปวดหัวเพราะคำสั่งให้วิ่ง สลับ ขา เตะลูกบอล หรือ ฝึกโหม่ง คนๆหนึ่งไม่สนใจ จะเตะเข้าโกอย่างเดียว

ลองคิดว่า ทั้งทีมจะได้รับการพัฒนาไปได้มากแค่ไหนครับ หรือออกสู้รบบางครั้งในความเงียบในป่า อาจใช้มีด บางสถานการณ์อาจใช้ปืน บางโอกาส ต้องใช้ธนูแต่คนนหนึ่ง จะโยนระเบิดอย่างเดียวทุกสถานการณ์ เพราะใช้อาวุธผิดประเภทผิดกาละเทศะสิครับ จนสุดท้าย เสียงสะท้อน กลับมาถึงผมคือ คนส่วนใหญ่ไม่อยากจับคู่ อธิษฐานกับ ท่านผู้นี้ เพราะ ไม่ได้ฝึกตามขบวนการหลากหลายที่เข้ามาร่วมสัมมนา เพราะไม่ต้องการมารับรูปแบบเดียว กับน้องผู้รับใช้จากคนๆนี้ น่าเสียดายครับ เขามีหัวใจดี แต่ขาดการเชื่อฟัง คำสั่ง ใช้ สิทธิอำนาจ ในทางที่ผิด เป็นคนมีหัวใจดี แต่ไม่มีใครยอมรับในความร้อนรนของน้องผู้รับใช้ท่านนี้ น่าเสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสสอนเตือน วันนี้เขายังคง เชื่อในรูปแบบของเขาว่า เจิม เท่านั้นเป็นคำตอบทุกสิ่ง แต่อย่าลืมว่า การเจิม จะมาพร้อมกับการเชื่อฟัง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเสียงของพระวิญญาณที่บอกเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่จะทำเท่านั้น

วอชแมนนี กล่าวว่า “ท่านจะมีสิทธิอำนาจได้นั้นท่านต้องอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจครับ”

หนึ่ง สิ่งที่ต้องคำนึง คือ กาละเทศะ ในการอธิษฐานอวยพร อยากหนุนใจ คือการวางมืออธิษฐานแบบอวยพร ซึ่งกันและกัน มีในคริสตจักรมากๆ พระเยซู ทรงอวยพร เด็กๆทรงสั่งให้ไปตามบ้านใดก็อวยพรบ้านนั้น เรา ทำได้กับทุกคน ไม่เครียด สนุก สบายๆอบอุ่น ไม่ว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้เชื่อใหม่หรือเชื่อมานาน ทำได้เท่าที่ทำ ความสำคัญ อยู่ที่ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ ทรงสัมผัส และสถิตอยู่ด้วย ฤทธิ์อำนาจไม่ใช่ที่มือเรา แม้เป็นผู้เชื่อเก่าหรือใหม่เก่งไม่เก่งมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง มือและหัวใจอันเต็มด้วยความรักเป็นเครื่องมือ สัญลักษณ์ ที่จะให้พระพรของพระเจ้า ไหล ผ่านพวกเราไปสู่ ซึ่งกันและกัน แต่การอธิษฐาน ควรให้เกรียติผู้อื่น เช่น ขออนุญาติ บางท่านเพราะบางทีเขาอาจไม่พร้อมจะรับคำอธิษฐานจากท่าน มีเหตุผลมากมาย หรือการอธิษฐานแก่ผู้ที่อาวุโสกว่า หรือแก่สตรี ท่าทาง หรือการ แตะเนื้อต้องตัว ควรที่จะเหมาะสมครับ เราทำได้ทุกที่ แม้การเปิดตาอวยพร ตามข้างถนนขับรถไปเปิดตาอธิษฐานอวยพรแก่กันในรถ เห็นไหมครับว่าผ่อนคลาย (ยกเว้นพระวิญญาณจะสั่งชัด และมีการเยี่ยมเยียนจากพระองค์ หรือมีการเทของพระวิญญาณเสด็จมา ตอนนี้ท่านเคลื่อนตามไปเลยครับ) แต่หากยังไม่มีอะไรพิเศษก็สนุกกับการรับพระพร ในการ อวยพรแก่กัน ดีกว่า ครับ

สอง ทักษะบางเรื่อง การอธิษฐานเพื่อเยียวยา บำบัดปลดปล่อย สำหรับผม การอธิษฐานทำพันธกิจแบบนี้ หากเป็นไปได้ การเผยวจนะ การเยียวยา การปลดปล่อย การขับผีการนำสารภาพบาป ตัดความสัมพันธิ์ ควรเปิดตาจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่า ผู้ที่รับการอธิษฐาน รับทำพันธกิจจากเรา มีบาดแผลจะสำแดงอาการ อะไรออกมา ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้อธิษฐานเผื่อท่านหนึ่ง สักครู่เธอเริ่มมีอาการสั่น ร้องไห้กรีดร้อง ดึงผม ของตัวเอง เอามือชกขึ้นบนฟ้า ไปโดนบางท่าน เห็นหรือยังว่า การอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยา จะเกี่ยวกับ วิญญาณและบาดแผล อารมณ์ที่บาดเจ็บ ที่ปะทะกับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากท่านอ่านพระคัมภีร์ จะเห็นว่าพระธรรมยอห์น 17 พระเยซู อธิษฐานเปิดตา และ ออกเสียงจน ยอห์นบันทึกคำอธิษฐานนั้นได้ การอธิษฐานพันธกิจแบบนี้ หากเราหลับตาเราอาจรับบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจได้ครับ และหากแก้สถานการรณ์ไม่ทันก็จะทำให้เกิดการเสียหายมาก อีกรายหนึ่ง ขณะอธิษฐาน โดยปกติเธอเป็นคนเรียบร้อยมากพอผ่านไปสักครู่ เธอยืนขึ้นและวิ่งไปที่หน้าต่าง เพื่อจะกระโดด ฆ่าตัวตายดีนะครับที่ทีม เราฝึกเปิดตา วิ่งจับเธอไว้ และปิดหน้าต่างทัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อ การวางมืออธิษฐาน ในการทำพันธกิจ บำบัดปลดปล่อย ในอนาคตครับ

ตอนนี้มาเข้าเรื่องอีกที แล้วเราลองสิครับว่า ผู้รับอธิษฐานกำลังต้องการการปลดปล่อย เรื่องเสพติดบางเรื่อง แต่มีบางคน ก็เริ่มเจิมด้วยไฟส่งต่อไฟ ดังรูปแบบที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นให้ฟัง แทนที่จะนำผู้รับการอธิษฐานประกาศการให้อภัย สารภาพบาป กลับใจไหม่ ปลดปล่อย จะดีกว่าไหมครับแล้วค่อยเจิม เพื่อฤทธิ์อำนาจ ของพระเจ้าจะได้เยียวยารักษา ฟื้นฟูชีวิตผู้รับคำอธิษฐานใหม่ซึ่งเรื่องนี้ เราต้องฟังเสียงพระวิญญาณ ด้วยว่า เราจะเจิมก่อนหรือนำการสารภาพปลดปล่อย เยียวยาก่อน(เรื่องนี้ยืดหยุ่นได้ และต้องฟังเสียงพระวิญญาณในตอนนั้น)เพราะ บางครั้ง คนเรายังไม่สามารถสารภาพบาป กลับใจใหม่จากความบาปบางเรื่องและยังพึงพอใจกับบาปนั้นอยู่ เขาเข้ามาเพื่อจะจัดการตามขบวนการเรียนรู้และ เข้าใจแต่กลับมีบางคน เริ่มมาเจิมอีกแล้ว จะเกิดผลหรอครับ ?ทำไม? เพราะผู้นั้นยังรักจะเก็บความบาปนั้นอยู่ สำหรับผม อธิษฐานปลดปล่อยนำสารภาพก่อนเจิมดีกว่าครับ ส่วนเรื่องการเจิมนั้น ท่านสามารถอ่าน ในเรื่องเมื่อรับการอธิษฐาน และพันธกิจในการอธิษฐาน และผมเชื่อ และ เน้นเรื่องการเจิมล้านเปอร์เซ็นครับ แล้วจะเขียนในเรื่อง นี้เช่นกันในอนาคต

สาม กุญแจ และ ข้อคิด ในการอธิษฐาน เพื่อส่งต่อการเจิม
อันนี้ผมอยากให้เราพิจารณาดีๆครับ เพราะมีหลายคน เมื่อเข้าไปตามงานสัมนา หรือการประชุมในคริสตจักร เที่ยววางมือ อธิษฐาน เจิมส่งต่อการเจิม หรือเรา จะใช้อีกคำว่าImpartationเป็นศัพท์ ใน พระคัมภีร์ คือการส่งต่อ มีหลายความหมายนะครับ เช่น ส่งต่อ สิทธิอำนาจ ส่งต่อหน้าที่ เช่น โมเสสส่งต่อหน้าที่ ภาระให้แก่โยชูวา มันรวมถึงภาระหน้าที่ เอลียาห์ ส่งต่อให้เอลีชา เปาโลส่งต่อให้ ทิโมธี นั่นย่อมแสดงว่า โมเสส เอลียาห์ เปาโลเป็นเจ้าของๆประทานการเจิมนั้น ท่าน เหล่านั้น ปล้ำสู้ ปฎิบัติ ศึกษาเรียนรู้กับพระเจ้า ชั่วโมงบินสูงมาก ทำจนเป็นสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าของๆประทานนั้นเป็นชีวิต ที่ทำในพันธกิจ รู้วิธีรับการเจิม จากการเชื่อฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ และใช้เวลาความสัมพันธิ์กับพระวิญญาณในการทำ พันธกิจ และรู้วิธีการรักษาและรู้ว่าควรจะส่งต่อให้ใคร เพราะในพระคัมภีร์สอนว่า อย่ารีบด่วนวางมือใครเจิมใครด้วยเช่นกัน และคนที่เรา จะวางมือส่งต่อมอบสิทธิอำนาจนั้น

การเจิม นี่แหละที่เรากล่าวถึง มันรวมไปถึงการเยียวยาปลดปล่อย รื้อฟื้นความรักจากพระเจ้า และปลดปล่อยของประทาน แล้วแต่พระวิญญาณจะนำ และที่สำคัญในคริสตจักร เป็นการวางมือเจิมเพือรับกำลัง ด้วย การส่งต่อไฟของประทาน แต่ควร มีหลักการสำคัญ คือ เราควรเจิม วางมือ คนประเภทแรกคือควรวางมือให้กับผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ(กดว.27:18 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงนำโยชูวาบุตรนูนผู้มีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา) คนประเภทที่สองซึ่งอ.เปาโลเตือนเราไม่ให้ด่วนวางมือ จนกว่าเราจะพิสูจน์ คนเหล่านั้นก่อน (1ทธ.5:22อย่าด่วนเอามือวางเจิมผู้ใด และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ )

ปัจจุบันมีการประชุมสัมมนาพิเศษ มีการวางมือ เพื่อรับการเจิม ผมเข้าใจว่าเป็นการอธิษฐานเพื่อเยียวยา ปลดปล่อย และระเบิดของประทาน หรือแล้วแต่น้ำพระทัยของพระวิญญาณที่จะสัมผัส สำแดงในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ดีครับเพราะผมก็ชอบที่จะรับการอวยพรการเจิมด้วยไฟ จากผู้รับใช้เหล่านี้ที่พระองค์ทรงโปรดให้มาอวยพรเรา แต่ผมกำลังเตือน น้องๆผู้รับใช้รุ่นใหม่ว่าเราควรทำ ให้ถูกต้อ วาระ กาละเทศะ จะดีและสวยงามที่สุด ในการประชุมแต่ละครั้ง

พวกเรา ที่กำลังพัฒนาเรียนรู้ ฝึกฝนในคริสตจักร ในการทำพันธกิจกับผู้เชื่อ เพราะพวกเรา เมื่อไปร่วมสัมมนา หรือเมื่อศิษยาภิบาล นำการสอนการประชุมหลายคนไม่ทำตามคำสั่ง หรือเคลื่อนไปด้วยกัน ทำไมบางคนเที่ยวไปเจิม ส่งต่อส่งไฟ เขาน่าจะรับการเรียนรู้ที่จะแช่ในการทรงสถิต หรือ ฟัง คำสอน ดู เรียนรู้ เพราะวิทยากรก็อยู่ที่นั่นแล้วในวันนั้น เมื่อเขามาเรียน รู้ จับคู่อธิษฐาน วิทยากรสั่ง บอกให้ ทำพันธกิจใน แบบต่างๆเพื่อการพัฒนาทั้งคู่ที่เขาได้จับคู่ และตัวเขาเอง จะได้รับการพัฒนาทั้งคู่ แต่หากเขายังคงเน้นจุดเรื่องที่เขาจะทำคือเจิมอีก ผมเกรงว่า การพัฒนานั้น จะไม่เกิดผลทั้งคู่ เพราะ สองคนไม่ได้ฝึกในขณะที่มีวิทยากรอยู่ด้วย ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครส่วนตัวนะครับแต่มันเป็นปัญหา ของผู้ที่เคลื่อนในการเรียนรู้ที่จะทำพันธกิจ ในการอธิษฐาน อยากหนุนใจว่า พระเยซูคริสต์เอง ขณะทำพันธกิจ พระองค์ทรง มีการอวยพรเด็กๆ มีการสอนมีการขับผี มีการ รักษาโรค และมีหลายรูปแบบ เช่น สัมผัส เรียก ลาซาลัส ให้ฟื้นเรียกเด็กที่ตายให้ฟื้น พระองค์ไม่ใช่ เจิมๆ ตลอดเวลา

ผมกล่าวเช่นนี้ เพื่อท่านจะได้ทำพันธกิจ ได้กว้างขึ้น มากขึ้น และตรงประเด็น ครับ เมื่อมีคนเชิญท่านไปทำพันธกิจ หรือ ในคริสตจักร เมื่อมีการให้อธิษฐานเผื่อกัน คนในห้องประชุม มีปัญหาความต้องการหลากหลาย บางคนตอนนี้ ต้องการการหนุนใจ บางคนต้องการ การเจิมด้วยเช่นกันบางคน มีบาดแผล ต้องการเยียวยา บางคนต้องการระบาย ความในใจ หรือหาคู่ที่อยากปลอบใจเขา เราควรทำตามนั้นดีกว่า แต่ที่สำคัญ เราต้องให้เกียรติผู้ที่จัดประชุม ว่า วันนั้น เขาต้องการเน้นเรื่องอะไร ครับ

หากเป็นเช่นนี้ ใครๆก็อยากไห้ท่านอธิษฐานเผื่อท่านไม่ต้องวิ่งไปหาใคร คนทั้งหลายจะเสาะหาท่านเองเพราะคำอธิษฐานของท่าน เจาะจง ตรงประเด็น ตามการทรงนำ และ เห็นผลพิสูจน์ได้ครับ

บทความนี้เรียบเรียงจากหนังสือ: อธิษฐานทางวิบาก, พลังอธิษฐาน โดย เจ ออสวอนแซนเดอร์, บทสัมภาษณ์พิเศษ ดร. จา ซิล ซอย, การอัศจรรย์ในเกาหลี

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล}